* เช่นเดิม นี่ไม่ใช่ไดอารี่การเมืองนะจ๊ะ *
ช่วงนี้กลับมาไทย อะไรก็เปลี่ยนไปเยอะ เช่นเดียวกับตัวผมด้วย จากเมื่อก่อนดูทีวีบ่อย เดี๋ยวนี้ก็ไม่ดูแล้ว อยากรู้อะไร อย่างเช่นข่าวก็หาอ่านเอาตามเวบไซต์ที่เชื่อถือได้ เวบหนังสือพิมพ์ก็มี เดี๋ยวนี้ผมเลือกเสพข่าวสารนะ ส่วนใหญ่หนักไปทางข่าวกีฬา โดยเฉพาะฟุตบอล
พอมาอยู่ไทย คนไทยส่วนมาก ผมถือว่าติดทีวีนะ อันนี้เอาตัวผมเองเป็นมาตรฐาน เพราะปกติผมจะดูทีวีเท่าที่จำเป็น
สำหรับคนไทยส่วนมาก อาจจะเป็นเพราะการทำงานบางอย่างมันน่าเบื่อ เลยเปิดทีวีดูควบคู่กันไปด้วย บางคนก็เปิดช่องการเมือง เช่น ช่องเหลือง ช่องแดงเป็นต้น
นี่อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนไทยเป็นโรคเครียดการเมือง หรือ PSS (Political Stress Syndrome ) เพราะเกิดจากการดูทีวีมากเกินไป และ ไม่ได้มีการวิเคราะห์เพื่อเลือกข่าวสารที่มีประโยชน์กับตัวเอง
คือผมกำลังจะบอกว่า ไอ้การมันส์ไปกับการด่า และ กิจกรรมทางการเมืองที่นำร่องโดย ทีวีเหลือง ทีวีแดงเนี่ย มันไม่ใช่ความบันเทิง กลับกัน แทนที่เราจะเป็นฝ่ายเลือกเสพสื่อ และ ข่าวสารที่เป้นประโยชน์ เรารับเอาการชักนำมาเต็ม ๆ
วันนี้ผมเพิ่งได้ดู ASTV เป็นครั้งแรกในรอบหนึ่งปี รู้สึกว่ายังมีการเคลื่อนไหว ทำข่าว เอิ่ม ผมว่าเป็นการวิเคราะห์เข้าข้างตัวเองใส่ไข่เพื่อความมันส์มากกว่าข่าวนะ เนื้อหาผมดู ๆ แล้วก็มีไม่เยอะหรอก เป็นข้อมูลดิบเสียมากกว่า เพราะพอวิเคราะห์ออกมาแล้ว เป็นการกระตุ้นต่อมมันส์ของคนเสื้อเหลืองเสียมากกว่า มีการส่ง sms ขึ้นจอกันใหญ่ ใช้คำค่อนข้างรุนแรง เหมือนส่งเอามันส์ เอาสะใจ
เช่นเดียวกับช่องแดง ตอนที่ผมไปอยู่เชียงใหม่นี่ เชียงใหม่เป็นเมืองหลวงของสีแดงเลยก็ว่าได้ ตอนนั้นนี่ผมโดนรมทั้งวิทยุ แล้วก็ทีวีเลยเชียวล่ะ
จากวันที่ สนธิก่อม็อบ จนถึงวันนี้ ผมไม่เคยคิดเลยนะว่า คนที่ไปเข้าร่วมการชุมนุมเป็นคนปกติ มันบ้าผมว่า คนที่เลือกข้างไม่ลืมหูลืม ก็บ้า คือ ชีวิตเรามีอะไรให้ทำอีกตั้งเยอะ และ ผมอาจจะมองคนละมุมด้วยก็ได้
อย่างคนที่ดูทีวีทางเลือก ( เป็นคำพูดที่สวยหรูของช่องล้างสมอง ทั้งแดง ทั้งเหลือง ) ถ้าสังเกตุดี ๆ คนเหล่านั้นก็ดูข่าวช่องอื่นนะ ดูเป็นต่อ ดูสาระแน ดูเกมส์โชว์ ฯลฯ เป็นปกติ แต่พอรายการพวกนั้นจบลง ก็จะกลับมามันส์กันต่อ ที่ช่องทางเลือก เหมือนดูคอนเสิร์ต ยังไงยังงั้น บางคนถึงขั้นพูดกับทีวี แบบ เออ ใช่ จริงด้วย +++เอ๊ย ไปตายซะ อะไรทำนองนี้
ลองนึกดู ที่บางคนน่ะ เปิดดูช่องทั่วไป พอรายการที่อยากดูจบ ก็กลับมาดู ช่องเหลือง ช่องแดง แล้วก็เปิดแช่ไว้ ทำสลับกันแบบนี้ตลอดเวลา มันเหมือนอะไร ผมว่ามันเหมือนโดนสะกดจิต แบบ ถึงไม่มีอะไรดู ก็ต้องกลับมาดูช่องนี้ แล้วบางทีก็พูดตามทีวีด้วย ควรปรึกษาจิตแพทย์ด่วน
แล้วจิตแพทย์ดูช่องไหน เราจะรู้หรือเปล่าเนี่ย เจือกดูช่องตรงข้ามอีกก็บรรลัย
ผมก็ไม่ได้บอกนะว่า ช่องเหล่านั้นมันมีประโยชน์กับประเทศชาติ ลองดูแล้วกันว่า ทุกวันนี้ มองกันอย่างลึกซึ้งแล้ว ประเทศเราด้อยพัฒนาเพราะเราก้าวอยู่กับที่ สนใจกันแต่เรื่องการเมืองแบบนี้ บ้ากันแบบนี้ เราเลยไม่ได้พัฒนาอะไรใหม่ ๆ เลย ปัญหาอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการเมือง ก็ยังเป็นปัญหาที่ไม่ได้แก้ คนจนก็จน ไม่มีเงินก็กู้ อะไรทำนองนี้ ยาเสพติดก้เป็นข่าวอยู่เรื่อย ๆ
คือ ผมพูดตรง ๆ เลยว่า การเมืองของไทยไม่มีเสถียรภาพ เพราะว่า คนขาดการวิเคราะห์ในมุมกว้าง และ ถูกชักนำไปเป็นเครื่องมือทางการเมืองง่ายมาก ผมดู ๆ มาหลายปี คนที่แบ่งข้างกันส่วนมากก็มีอารมณ์ร่วมทั้งนั้นแหละ ถ้าจะบอกว่ามันคืออุดมการณ์ คือเหตุผล ผมว่า พวกนั้นถูกปลุกปั่นมากกว่า
ประเทศที่กำลังก้าวอยู่กับที่ นายกหล่อหลักลอยก็มีแต่นโยบาย ทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอันสักอย่าง เพราะว่า ฟันเฟืองในการบริหารประเทศมันเสียหาย ระบบที่ควรดำเนินไปตามทางของมัน ถูกล้มล้างโดย ทหาร ( ซึ่งก็ไม่มีเสถียรภาพเหมือนกัน ออกมาแสดงพลังกันเพื่อ ? ลงใต้ไม่ดีกว่าเหรอ ? ) และ โดยองค์กรอิสระที่มีบทบาททางการเมืองมากเกินไป ผมไม่เข้าใจเหมือนกันว่า มีอะไรหนุนหรือเปล่า ถึงได้อิสระเสรีขนาดนี้ ขนาดปิดสนามปิดเนี่ย คุกก็ยังไม่ติดกันเลย ขาดธรรมภิบาลอย่างหนัก
มองในมุมง่าย ๆ อย่างเช่น คนเสื้อแดงก็จะว่า คนเสื้อเหลืองว่า ไม่หัดดู ช่องแดงบ้าง ก็มันจะไปดูได้ยังไง ดูแล้วก็โกรธ กลับมามีอารมณ์ร่วมกับช่องเหลืองอีก เช่นกัน คนเสื้อเหลืองก็บอกว่าคนเสื้อแดงหัดแหกขี้ตาดูช่องเหลืองบ้าง มันก็ดู ดูแล้วโกรธ กลับมามีอารมณ์ร่วมกับช่องแดงมากกว่าเดิมอีก
เพราะสิ่งเหล่านี้มันไม่ใช่เหตุผล ผมเอาตัวเองเป็นบรรทัดฐาน แล้ว ฟันธงฉับเลยว่า ของพวกนี้น่ะ มันไร้สาระ ทำอารมณ์คนไทยขุ่นมัว และ เป็นพิษต่อชาติอย่างร้ายแรง เพราะมันทำให้ประชาชนแตกแยก เสียสุขภาพจิต และ เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์
เวลาที่เสียไป เราสามารถเอาไปดูแลคนในครอบครัวได้ cherishing กันมีความสุขกว่าตั้งเยอะ
เวลาที่เสียไป เราเอาไปออกกำลังกาย ได้สุขภาพที่ดี
เวลาที่เสียไป เราเอาไปช่วยเหลือสังคม ออกค่าย สร้าง หรือ ซ่อมโรงเรียนในชนบท
ได้ประโยชน์กว่าตั้งเยอะ
ผมไม่ได้ขอให้ใครเชื่อมั่นในบรรทัดฐานของผมหรอกนะ เพียงแต่ ผมดู และ ประเมินพฤติกรรม ของคนที่ดูทีวี ทั้งช่องแดง ช่องเหลืองด้วยกันทั้งสองฝ่าย แล้วผมได้บทสรุปอย่างที่ผมฟันธง เท่านั้นเอง
ปล. มีหลายคนมักจะบ่นว่าผม เป็นพวกขี้บ่น ไม่ลงมือทำ ก็จะให้ผมทำอะไร ในเมื่ออำนาจบริหารไม่ได้อยู่ในมือผมนี่ ขี้คร้านจะไปร่วมอุดมการณ์ กลายเป็นทาสลัทธิทางการเมืองอีก
การเป็นคนดี ก็ดีที่ตัว ทำไมต้องโชว์ชาวบ้านชาวช่องเขาด้วย
02 ก.พ. 2010 เวลา 20:22 น.
อย่างที่คุยกันก่อนพี่ไปออส
บอกแล้วว่า ไปทางไหนก็เป็นเครื่องมือหมด
คนไทยติดกับดักการเมืองโดยไม่รู้ตัว
เหมือนโดนล้างสมองจิงๆน่ะแหละ..
เรื่องนี้มันเอียงซ้ายขวาตลอด ย่ำแย่
ยั่งงี้เมื่อไหร่จะได้ขึ้นชื่อว่าเปน ปทที่พฒนาแล้วซะที ก็ไม่รู้
มันกำลังจะๆๆมากี่ปีแล้วเนี่ย