mine progress*
หายไปนาน แทบไม่ได้กลับมาสนใจไดอารี่อีกเลย หลังจากที่ออกจากงาน( ทางอ้อม ) เพราะร้านที่ทำงานประจำอยู่เจ๊ง เจ้าของตึกมาเปลี่ยนกุญแจ เนื่องจากเจ้าของร้านไม่จ่ายค่าเช่ามาเกือบ ๆ สองปี ร้านก็ขายได้ ไม่รู้ตังค์มันหายไปไหน ไม่จ่ายเขาก็สมควรแล้ว ไม่รู้จะสงสาร หรือ สมน้ำหน้าดี
หลังจากที่ออกจากงาน ก็ไม่ค่อยมีร้านได้ รับจ้างเป็นพ่อครัวชั่วคราวไปทั่ว ได้เงินมาพอจ่ายค่าเช่าบ้านบ้าง ชีวิตเมืองนอกนี่แสนลำบากเวลาตกงานแล้วไม่อยากเป็นลูกจ้างชาวบ้านนี่มันเหนื่อยจริง ๆ
พอดีเพื่อนผม Louis มันก็อยากจะทำธุรกิจเหมือนกัน เลยวางแผนซื้อ foodcourt เล็ก ๆ ในห้าง Westfield ที่ Warrawong ขับรถจากบ้านผมออกไปทาง highway ไม่ไกลเท่าไหร่ ร้านราคาซื้อได้ แต่ว่ารายจ่ายหลังจากที่ซื้อร้านแล้วมันค่อนข้างเยอะ เพราะมันถึงกำหนดห้างปรับปรุงพอดี ร้านจึงต้องทำใหม่ แล้วก็มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างเยอะ
นอกจากค่าใช้จ่ายเรื่องก่อสร้างนิดหน่อย ทำป้ายใหม่ แล้วยังต้องจ่ายทางห้าง อีก พันหกร้อย ดอลลาร์ ค่าปิดพื้นที่ของร้าน จากนั้นอาจจะต้องจ้างคนของห้างออกแบบป้าย ถ้าแบบที่ทำเองไม่ผ่านการพิจารณา คาดว่ายังไงก็ไม่ผ่านแหละ เพราะยังไงมันก็คงจะเอาเปอร์เซ็นต์จากคนของมันนั่นแหละ เงินอีกแล้ว แล้วยังจะมีค่า inspection ของ city council โดยจะต้องนัดพวกมันมาลงแขกวันไหนวันหนึ่ง ใช้เวลาพิจารณางานราว ๆ หกสัปดาห์
เกินงบที่ตั้งใจไปเยอะพอสมควร แต่ถามว่างบที่ตั้งไว้มันเยอะไหม ก็เปล่า เพราะหุ้นกับเพื่อนคนละ สามหมื่นห้าพัน ดอลลาร์ ก็ราว ๆ ล้านบาทกว่า ๆ ซึ่งมันก็แค่ 1 ใน 3 ของมูลค่าของธุรกิจทั่วไปของที่นี่เลยด้วยซ้ำ แต่ ทำกันเอง เหนื่อยมาก ไม่มีคนคอยประสานงาน ทำเองทุกอย่าง ตั้งแต่เอกสาร ทำเมนู ตั้งราคา คุยกับห้าง ฯลฯ สุดท้ายเปิดร้านได้ ทำกันเองสองคน เหนื่อยได้อีก แต่เอาวะ ตังค์ทุกเซนต์ เข้ากระเป๋าเราเอง
เกินทำท่าจะไม่พอ รายจ่ายทำท่าจะงอก ผมก็ตั้งใจไว้ว่า ถ้าเกินมันงอกจนรับไม่ไหว ผมกับ Louis ก็ขายรถกันทั้งคู่ คราวนี้เอาจริง ถอยไม่ได้แล้ว
เปิดธุรกิจเองมันเหนื่อยนะ สำหรับก้าวแรก เคยนอนคิดเอาตีนก่ายหน้าผากอยู่ว่า เราเป็นลูกจ้าง เจ้านายดีก็ดี เจ้านายห่วยก็เหนื่อย แต่ส่วนมาก ร้านอาหารใหญ่ ๆ เจ้าของร้านไม่ค่อย fair กับลูกจ้างเท่าไหร่นัก ผมวนไปเวียนมาอยู่หลายร้าน รู้ถึงข้อเสียหลาย ๆ อย่างของหลาย ๆ ร้าน เจ้าข้องร้านอาหาร โดยเฉพาะคนไทย มักจะเอาแต่ได้เสมอ บางครั้งจ่ายค่าแรงดี ก็ไปเสียอย่างอื่นเช่น ปาก หะ มา ด่าพ่อ ล่อแม่ ทำอะไรไม่ถูกใจ ลากเอาโคตรเหง้าศักราชมาด่า fcuk the whole generation อะไรทำนองนั้นก็มี
ข้อเสียแต่ละที่ไม่เหมือนกัน มันก็อยู่ที่ว่าใครจะรับได้จุดไหน ลองนึกดูสิ ถ้าเราทำงานหลาย ๆ ที่ ไปเจอข้อเสียต่าง ๆ กัน มันก็เหนื่อยนะ แต่ก็อย่างที่ว่า เป็นนายตัวเองนี่แหละ ดีที่สุด ตอนนี้ใครเรียกทำงาน ไม่ไปเลย บอกไปเลยว่า ผมมีธุระเป็นของตัวเองแล้ว ทำงานให้ไม่ได้นะ แต่ถ้าให้ไปช่วยเป็นครั้งคราวก็ไปได้ แต่คงไม่ใช่วันทำการอะ เหนื่อย
บางวันออกจากบ้านไปธนาคาร ทำธุระ กด เงิน จ่ายเงิน คุยเรื่องเอกสารสัญญาเช่า ฯลฯ จนมืด ข้าวสักเม็ดยังไม่ตกถึงท้องเลย โคตรหิว หมดวันทีไร ต้องพึ่งพา McDonald ประจำ แบบว่าหิว รออย่างอื่นไม่ไหวแล้ว ไอ้นี่ได้กินไวที่สุดละ ไวกว่ามาม่า เพราะมันต้องกลับไปต้มที่บ้าน ซัดมาหลายวันแล้ว และ มีแนวโน้มว่าวันนี้จะต้องซัดอีก เพราะนัดคุยธุระ เรื่อง shop fitting อีก ยาวอีกแน่ ๆ
บางทีเกิดมาไม่รวย ต้องทำงาน ต้องสู้เอง มองอีกแง่มันก็ดีนะ เวลาเราเหนื่อย เราโวยวาย เราบ่น เราใช้ชีวิต เรารู้รสชาติของชีวิต อยู่เฉย ๆ น่าเบื่อจะตายห่าน มีเงินมากเกินไปก็ไม่ดี ถ้าไม่เอาไปทำบุญ ผมว่ามันดูขี้ง๊กขี้งก จริงป่ะ
ปล 1 . ผมไม่ได้อวดนะ ผมกับแฟนบริจาคเงินทุกเดือนเข้าสู่บัญชีช่วยเหลือเด็ก Oxfam และยัง บริจาคเงินซื้ออาหารกระป๋อง บริจาคเงินให้มูลนิธิช่วยเหลือเด็กพิการ และ เด็กป่วย มีอันนึงที่ผมบริจาคบ่อย ๆ เวลาเขามาตั้งบูธ คือ Starlight ( http://www.starlight.org.au/Pages/default.aspx ) อันนี้ซื้อของให้เด็กที่กำลังจะตายด้วยโรคที่รักษาไม่หาย เช่น aids มะเร็ง เป็นต้น แต่รายได้ผมโคตรกระจอกเหอะ ผมเห็นคนอื่นมีรายได้มากกว่าผมตั้งเยอะ ไม่รู้ว่าบริจาคเพื่อช่วยเหลือสังคมบ้างหรือเปล่า
ปล 2 . โปรแกรมต่อไปที่จะบริจาค คือ Moonbear ช่วยเหลือหมีที่ถูกล่าเอาอุ้งเท้าในเขตเอเชียอาคเนย์ กับ โครงการหยุดล่าวาฬ
ปล 3 . ที่ผมไม่ค่อยอยากเขียนไดอารี่ หรือ เข้ามาอ่าน เหตุผลหนึ่ง ก็เพราะว่า ผมรู้สึกทุเรศในบางเวลา ที่คนเรามักจะคิดถึงแต่ตัวเอง ... มันหลายอย่างน่ะ


=]